ตำนานของกิมจิกับเรื่ิองราวที่น่าอึ่ง!!!
posted on 29 Apr 2009 22:38 by chonkimchi in Kimchi
กิมจิ (김치)
ทุกคนอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า กิมจิ (kimchi)
ก็คือ ผักกาดดองของประเทศเกาหลี
ซึ่งมีสีแดงๆ และยังมีรสชาติค่อนข้างเปรี้ยวและเผ็ด
ทำมาจากผักกาดขาว
แต่นั้นก็เป็นเพียง กิมจิที่เราเคยเห็นประจำที่ร้านอาหารเกาหลี
เท่านั้นแหละ
ความจริงคือกิมจิมีอยู่หลายชนิดตามยุคสมัยของมัน
และยังมีสูตรผสมที่แตกต่างกันอีกด้วย
*ดังนั้น ข้าพเจ้า!!! คณะผู้จัดทำ"ชอนกิมจิ" จึงอยากนำเสนอ ตำนานของกิมจิกับเรื่ิองราวที่น่าอึ่ง!!!
ให้ทุกคนได้ทราบกัน
ณ บัด นี้ ค่ะ
....................................................................................................
1. จุดเริ่มต้นของกิมจิ
เป็นที่เชื่อกันว่าการทำกิมจิเป็นการดองผักที่ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7
ในยุคนั้นช่วงฤดูหนาวในประเทศเกาหลี จะมีอากาศหนาวจัดไม่เหมาะกับการเพาะปลูก
ชาวเกาหลีจึงคิดวิธีการถนอมอาหารขึ้น เพื่อมาทดแทนผักสดที่หาได้ยาก
หนึ่งในนั้นคือการทำผักดองเค็มด้วยเกลือหมักในไหแล้วนำไปฝังดิน
จึงเป็นจุดกำเนิดของกิมจิในยุคสมัยต่อมา
2. กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว
มีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับกิมจิจากตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกของประเทศ
ที่เรียกว่า "ฮันยักกูกึบบัง" (Hanyakgugeupbang) ในตำรากล่าวถึงกิมจิอยู่ 2 ชนิด
ชนิดแรกคือหัวผักกาดฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลืองเรียกว่า
"กิมจิ-จางอาจิ" (Kimchi-jangajji) ชนิดที่สองใช้หัวไชโป๊เรียกว่า
"ซุมมู โซกึมชอลรี" (Summu Sogeumjeori)
เป็นที่เชื่อกันว่าได้มีการปรับปรุงรสชาติของกิมจิให้จัดจ้านขึ้น
อีกทั้งเริ่มได้รับความนิยมว่าเป็นอาหารแปรรูปจึงเริ่มมีการทำกิมจิตลอดทั้งปี
โดยไม่กำจัดเฉพาะช่วงฤดูหนาวเหมือนก่อน
ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรโคเรียวนี้
3. กิมจิในสมัยโชซอน
เล่ากันว่ากิมจิที่มีในสมัยโชซอน ชาวบ้านจะใช้ผักใบเขียวมาดองกับ
เกลือหรือเกลือกับเหล้าเท่านั้นซึ่งเรียกว่า รสดั้งเดิม
ในเวลาต่อมาช่วงต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี พ.ศ. 2135)
จึงเริ่มมีการนำเข้าผักจากต่างประเทศ
ส่วนพริกแดงจากญี่ปุ่นนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส
พริกจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในกิมจิหลังจากผ่านไปแล้ว 200 ปี
ดั้งนั้นราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิจึงกลายเป็นสีแดง
ภายในราชสำนักโชซอนมีการทำกิมจิเพื่อใช้ถวายต่อกษัตริย์
ในราชวงศ์โชซอนมีอยู่ด้วยกันสามชนิดได้แก่ "ชอทกุกจิ" (Jeotgukji)
เป็นกิมจิที่ทำจากกะหล่ำปลีผสมกับปลาหมัก (ปลาหมักจะใช้เฉพาะคนชั้นสูงในสมัยนั้น)
"คักดูกิ" (kkakdugi) เป็นกิมจิทำจากหัวผักกาด
ส่วนชนิดสุดท้ายคือ "โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ" (Joseon massangsansik yorijebeop)
เป็นกิมจิน้ำตำราอาหารของราชสำนักโชซอน
โดยมีเรื่องเล่ากันว่ามีการทำกิมจิน้ำโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ
เพื่อทำถวายกษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน
เพราะพระองค์ทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อ
4. กิมจิในยุคปัจจุบัน
กิมจิเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวเกาหลี
ดังนั้นเวลามีการเดินทางในต่างแดนก็ไม่ลืมที่จะพกกิมจิติดตัวไปด้วย
กิมจิจึงได้เริ่มแพร่หลายในวงกว้างโดยช่วงแรกเริ่มเข้าไปในประเทศใกล้เคียง
ก่อนคือประเทศจีน รัสเซีย เกาะฮาวาย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น
ถือได้ว่าเป็นชาติแรกที่นำกิมจิเป็นเครื่องเคียงในอาหารของชาติตนเองโดย
เรียกกิมจิของตนเองว่า คิมุชิ (Kimuchi) เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น
และกิมจิชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงรสชาติให้เข้ากับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น
ต่อมากิมจิจึงเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวต่างชาติในหลายประเทศ
เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และก็ ไทย
5. วัตถุดิบในการทำกิมจิ
โดยทั่วไปแล้วจะเป็น
-ผักกาดขาว (Chinese cabbage, 배추, baechu)
-หัวผักกาด (radish, 무, mu)
-กระเทียม (garlic, 마늘, maneul)
-พริกแดง (red pepper, 빨간고추, ppalgangochu)
-หัวหอมใหญ่ (spring onion, 파, pa)
-ปลาหมึก (squid, 오징어, ojingeo)
-กุ้ง (shrimp) หอยนางรม (oyster, 굴, gul) (หรืออาหารทะเลอื่นๆ)
-ขิง (ginger, 생강, saenggang)
-เกลือ (salt, 소금, sogeum)
-น้ำตาล (sugar, 설탕, seoltang)
กิมจิมีมากมายหลายชนิดจากเอกสารของพิพิธภัณฑ์กิมจิในเมืองโซล
(The Kimchi Field Museum in Seoul) กิมจิมีมากกว่า 187 ชนิด
โดยจะแตกต่างกันตามถิ่นและสภาพอากาศ
ตัวอย่างเช่นกิมจิหัวผักกาด (깍두기, kkakdugi)
เป็นหัวผักกาดล้วนไม่มีผักกาดขาวผสม
กิมจิแตงกวายัดไส้ (오이소배기,oisobaegi)
และกิมจิผักกาดขาวที่ถือว่าเป็นกิมจิที่รู้จักกันมากที่สุดในนานาชาติ
ซึ่งจะเป็นการผสมผักกาดขาว พริกแดง กระเทียม ขิง และน้ำซุบจากปลากะตัก (젓갈, jeotgal)
เข้าด้วยกันซึ่งผักกาดขาวควรจะเป็นผักกาดขาวจีน (Chinese cabbage)
จึงจะได้กิมจิที่มีรสชาติดีและจัด
หากทำจากผักกาดขาวชนิดอื่นจะทำให้กิมจิมีรสชาติที่อ่อนลง
6. สุขภาพ
กิมจิถูกจัดเป็นหนึ่งในห้าอาหารสุขภาพโดยเฮลท์แม็กกาซีน (Health Magazine)
โดยให้เหตุผลว่ากิมจิอุดมด้วยวิตามิน ช่วยในการย่อยอาหาร
และอาจจะช่วยรักษาโรคมะเร็ง
สรรพคุณในกิมจิได้มาจากหลายปัจจัยเพราะว่ากิมจิทำมาจากผักกาดขาว
หัวหอม และกระเทียม ผักทั้งสามอย่างนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ
กิมจิยังมีโปรไบโอติกส์แลคโตแบซิลลัสที่ให้กรดแลคติก (Lactic acid)
หลังจากการหมักเหมือนในโยเกิร์ตด้วย
อีกทั้งกิมจิมีพริกแดงเป็นส่วนผสมหลักซึ่งก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน
สรรพคุณที่มีประโยชน์ของกิมจิอาจจะเป็นโทษได้เช่นกัน
มีการศึกษาความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548
นักวิจัยชาวเกาหลีใต้เปิดเผยว่ามีความเสี่ยงถึงร้อยละ 50
ที่อาจจะเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งในกระเพาะถ้าบริโภคกิมจิมากเกินไป
ดั่งอัตราการเป็นมะเร็งในกระเพาะของประชากรเกาหลี
และญี่ปุ่นที่มีมากเป็นสองเท่าของประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตามแป้งฝุ่น และสารระคายเคืองในข้าวขาว
ในทั้งสองประเทศอาจจะเป็นสาเหตุทางอ้อมในการเกิดมะเร็งก็เป็นได้
แต่ในการศึกษาบางชิ้นนั้น อ้างว่าการบริโภคกิมจิมีส่วนช่วยในการลดการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร
แม้กระนั้นก็มีการศึกษาบางชิ้นอีกเช่นกันที่อ้างว่ากิมจิ(ที่มีส่วนผสมเป็น หัวผักกาด)
จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และการบริโภคกิมจิเป็นจำนวนมาก
ก็จะเป็นได้รับเกลือหรือน้ำปลาที่ใช้ในการหมักและปรุงรสเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพขึ้นได้เช่นโรคความดันโลหิตสูง
edit @ 30 Apr 2009 17:02:45 by Chonkimchi
#1 By ปาปาญ่าชีสเค้ก ^o^ on 2009-04-29 23:31